สถานที่ท่องเที่ยว

สะพานไม้ (สะพานอุตตมานุสรณ์) Mon Bridge

     สะพานไม้นี้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของชาวมอญโดยความคิดของหลวงพ่ออุตตมะ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ อ.สังขละบุรี นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อสะพานมอญ มีประวัติที่มาน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเกี่ยวพันถึงประวัติของหมู่บ้านมอญ รวมถึงวิถีชิวิตของชาวมอญอีกด้วย

     สะพานไม้อันแรกสร้างเพื่อข้ามแม่น้ำแควน้อยในสมัย อ.สังขละบุรีเก่า (อ.สังขละบุรี ก่อนสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์) ส่วนสะพานไม้อันปัจจุบันเป็นสะพานที่สร้างขึ้นเมื่อย้าย อ.สังขละบุรี มาอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2516 ด้วยดำริของหลวงพ่ออุตตมะ เสาสะพานและไม้ได้มาจากการบริจาคของชาวบ้าน และความอนุเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในสมัยนั้น ส่วนตะปูและเครื่องไม้เครื่องมือก็ซื้อโดยเงินบริจาคของชาวบ้าน ส่วนน็อตตัวใหญ่ ๆ ก็ได้รับบริจาคจากโรงงาน ส่วนคนช่วยทำสะพานนั้นมีทั้งชาวบ้านช่วยด้วยจิตศรัทธาบ้าง จ้างบ้าง ค่าแรงในสมัยนั้น 20 – 35 บาทต่อวัน ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 เดือน หมดค่าก่อสร้างไปไม่เกิน 50,000 บาท ใช้ข้ามได้ทั้งคนจนถึงรถยนต์ ต่อมาเมื่อมีสะพานคอนกรีตที่ราชการสร้างแล้วจึงงดให้รถยนต์ข้ามสะพานไม้ ส่วนรถจักรยานยนต์ยังคงข้ามได้ตามปกติ

     เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ฝนตกหนักแม่น้ำไหลแรง ทำให้แพบริเวณต้นน้ำหลุดลอยมาชนกลางสะพานหัก และได้รับการซ่อมแซมจากทหารช่างจากกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ค่ายสุรสีห์ ร่วมกับชาวบ้านอำเภอสังขละบุรี ใช้เวลาเพียงแค่ 29 วัน และมีพิธีเปิดใช้อีกครั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นวันครบรอบชาตกาล 104 ปี ของหลวงพ่ออุตตมะ นับแต่นั้นเป็นต้นมา อ.สังขละบุรี ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวไทยและชาวต่างประเทศรู้จักกันอย่างกว้างขวาง
(ที่มาของข้อมูล: หนังสือ 84 ปี หลวงพ่ออุตมะ, https://th.wikipedia.org)

 

วัดวังก์วิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตมะ) Wat Wang Wiwekaram

         วัดจมน้ำ (วัดวังก์วิเวการามเก่า) เป็นวัดที่อยู่ใน อ.สังขละบุรีเก่า (อ.สังขละบุรี ก่อนสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์) โดยดำริของหลวงพ่ออุตตมะ เพื่อให้ชาวมอญไม่ต้องข้ามน้ำไปทำบุญไกล เริ่มแรกสร้างเป็นสำนักสงฆ์ สร้างเมื่อแรม 9 ค่ำ เดือน 4 พ.ศ.2499 (5 มีนาคม พ.ศ. 2499) ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ ต่อมาหลวงพ่อจะสร้างโบสถ์และกำแพงวัด จึงสอนชาวบ้านทำอิฐเพื่อใช้ก่อสร้างวัด ในการสร้างวัดนี้ใช้อิฐทั้งสิ้นกว่า 250,000 ก้อน โดยวัดหลวงพ่อนี้ใช้เป็นทั้งวัดและสถานพยาบาลประจำหมู่บ้านด้วยเนื่องจากโรงพยาบาลอยู่ไกล ยาที่นำมารักษาคนไข้นี้ก็เป็นสมุนไพรที่หลวงพ่ออุตตมะ หลังจากสร้างเขื่อนเสร็จเรียบร้อยราวต้นปี พ.ศ.2527 ทำการปิดเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) หมู่บ้านและหน่วยงานราชการทั้งหมดต้องย้ายสถานที่มาอยู่ ณ อ.สังขละบุรีปัจจุบัน จึงทำให้หลวงพ่ออุตตมะต้องย้ายวัดมาอยู่ในบริเวณปัจจุบัน

     วัดวังก์วิเวการามปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2516 เป็นต้นมาเพื่อเตรียมย้ายมาหลังจากน้ำเต็มเขื่อน โดยเริ่มแรกนั้นสร้างเจดีย์พุทธคยาก่อน ชาวมอญมีจิตศรัทธาร่วมกันปั้นอิฐและชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาก็ผลัดเปลี่ยนกันมาก่อสร้าง และทุกวันศุกร์เด็กนักเรียนโรงเรียนอุดมสิทธิศึกษาจะร่วมกันขนอิฐจากโรงอิฐมาบริเวณที่ก่อสร้างเจดีย์จนเสร็จสมบูรณ์ ต่อมา พ.ศ.2527 หลวงพ่ออุตตมะได้ย้ายมาอยู่วัดวังก์วิเวการามพร้อมทั้งสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ในบริเวณปัจจุบัน พระประธานก็ย้ายจากวัดเก่ามาที่วัดใหม่ด้วย ส่วนชาวมอญก็อาศัยที่วัดทั้งหมดสร้างเป็นหมู่บ้านตามที่เห็นในปัจจุบัน (ที่มาของข้อมูล: หนังสือ 84 ปี หลวงพ่ออุตตมะ)

 

ด่านเจดีย์สามองค์ Three Pagodas

        พระเจดีย์สามองค์ เดิมเป็นเพียงก้อนหินวางซ้อนๆ กันสามกอง จึงเรียกที่แห่งนี้ว่าหินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนที่จะเดินทางออกเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่าแต่ครั้งโบราณ ต่อมาในปี พ.ศ.2432 พระศรีสุวรรณคีรี (ทะเจียงโปรย เสตะพันธ์) เจ้าเมืองสังขละบุรี ร่วมกับราษฎรในพื้นที่ก่อสร้างองค์เจดีย์ขึ้นบนหินสามกอง เจดีย์แต่ละองค์สูงประมาณ 6 เมตร ตั้งห่างกันประมาณ 5-6 เมตร ซึ่งในปี พ.ศ.2546 กรมศิลปกรได้ดำเนินการขุดแต่งและพบฐานเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมที่ก่ออิฐอยู่ด้านใต้ซึ่งสันนิษฐานว่ามีการสร้างเจดีย์องค์เดิมมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระเจดีย์สามองค์เป็นโบราณสถานของชาติในปี พ.ศ.2498

    ด่านเจดีย์สามองค์เป็นเขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ในอดีตเป็นช่องทางเดินทัพของไทยและพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซูในเขตพม่า โดยติดต่อทำเอกสาร/หลักฐานได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสังขละบุรี (ที่มาของข้อมูล: http://kanchanaburi.go.th/au/tourkan2015/threepagoda.php) ปัจจุบันเสียค่าธรรมเนียมออกจากประเทศไทย10 บาท และเสียค่าเข้าประเทศเมียนมาร์ 40 บาท (รวม 50 บาทต่อคน) หากจะไปเที่ยวตลาดต้องเสียค่าวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 30 บาท หรือเดินรับชมบรรยากาศประเทศเพื่อนบ้านด้วยตนเองใช้เวลาประมาณ 15 นาที

    บริเวณด่านเจดีย์สามองค์จะมีบริการทัวร์ไหว้พระวัดเสาร้อยต้น (วัดของหลวงพ่ออุตตมะในชุมชนมอญ) วัดตองไว (วัดเจดีย์ทองในชุมชนลาว) วัดสำคัญในบริเวณใกล้เคียง ร้านขายของ Duty Free และตลาดสด หากท่านสนใจติดต่อได้เมื่อถึงด่านเจดีย์สามองค์ ราคามาตรฐานไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

 

ถนนคนเดินสังขละบุรี Night Market Sangkhlaburi

    ถนนคนเดินสังขละบุรีเกิดขึ้นจากแนวคิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน และการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านประจำท้องถิ่น คือ ไทย กะเหรี่ยง มอญและวัฒนธรรมร่วมของพม่า ลาวเวียงและมุสลิม ทั้งนี้ทุกท่านจะได้พบของฝากที่มาจากทุกพื้นที่ของ อ.สังขละบุรี ได้อย่างครบถ้วนท่ามกลางสายลมอ่อน ๆ ยามค่ำคืน

  ฤดูของการเปิดถนนคนเดินจะเริ่มตั้งแต่ต้นฤดูหนาวจนถึงสิ้นวันสงกรานต์ โดยจะเปิดเฉพาะวันศุกร์และวันเสาร์ ส่วนวันท่องเที่ยวที่มีวันหยุดหลายวันตลาดจะเริ่มเปิดตั้งแต่วันหยุดวันแรกเป็นต้นไป

 

น้ำตกซองกาเลีย Songkalia Waterfall

     น้ำตกซองกาเลีย (ภาษาไทย) ซองกาเลีย (ภาษากะเหรี่ยง) ซ่างหะเลย์ (ภาษามอญ) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีแต่ชาวสังขละบุรีเท่านั้นถึงจะรู้จัก น้ำตกแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสังขละบุรีตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงจนถึงผู้สูงอายุ ด้วยบรรยากาศท่ากลางธรรมชาติที่ร่มเย็นด้วยเงาไม้และไอเย็นจากน้ำตกที่ไหลตลอดปี ทำให้เกิดอาชีพชุมชน คือ ร้านอาหารริมน้ำตกที่มีมามากกว่า 20 ปี ทำให้ปัจจุบันการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชาวสังขละบุรีที่น้ำตกซองกาเลียมีความสนุกสนานและสะดวกสบาย ท่ามกลางผืนป่าธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบชุมชนเมือง

 

ข้อแนะนำในการท่องเที่ยว อ.สังขละบุรี

1. ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

ออกเดินทางจากบ้านวันศุกร์เย็น เข้าที่พักช่วงดึก

วันเสาร์ เช้าใส่บาตรและเที่ยวสะพานไม้ กลางวันเที่ยววัดหลวงพ่ออุตตมะ ตอนเย็นนั่งเรือชมวัดจมน้ำ เล่นน้ำหน้ารีสอร์ท ค่ำรับประทานอาหารเย็นและเที่ยวถนนคนเดิน (สินค้าพื้นบ้านที่แนะนำ ผ้าถุง สะโหร่ง ขนมพม่า4ห่อร้อย ขนมทองโยะ (ขนมพื้นบ้านทำจากข้าวเหนัยวและงาดำ       มีเฉพาะ อ.สังขละบุรี เท่านั้น)

วันอาทิตย์ รับประทานอาหารเช้า ชมตลาดพื้นบ้านสังขละบุรี เที่ยวด่านเจดีย์ จรลีสู่เมือง

 

2. วันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป

ออกเดินทางจากบ้านวันแรกเย็น เข้าที่พักช่วงดึก

วันที่สอง เช้าใส่บาตรและเที่ยวสะพานไม้ กลางวันเที่ยววัดหลวงพ่ออุตตมะ ตอนเย็นนั่งเรือชมวัดจมน้ำ เล่นน้ำหน้ารีสอร์ท ค่ำรับประทานอาหารเย็นและเที่ยวถนนคนเดิน (สินค้าพื้นบ้านที่แนะนำ ผ้าถุง สะโหร่ง ขนมพม่า4ห่อร้อย ขนมทองโยะ (ขนมพื้นบ้านทำจากข้าวเหนัยวและงาดำ มีเฉพาะ อ.สังขละบุรี เท่านั้น)

วันที่สาม รับประทานอาหารเช้า ชมตลาดพื้นบ้านสังขละบุรี เที่ยวด่านเจดีย์สามองค์ สถานที่ท่องเที่ยวใน อ.ทองผาภูมิ อาจหาที่พักที่ อ.ทองผาภูมิ เพื่อชมเขื่อนวชิราลงกรณ์ยามเช้า แล้วต่อด้วยน้ำตกไทรโยคระหว่างทาง เข้าสู่อำเภอเมืองชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว หาซื้อของฝากและเดินทางกลับ